วันอาทิตย์ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

จดหมายเปิดผนึกถึงท่านนายกฯ

                                                                       คณะพระธรรมทูตไทยในประเทศสวีเดน
                                                
                                                                 ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๕๙

เจริญพรท่านนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีทุกท่าน
            
           


            นับตั้งแต่รัฐบาลภายใต้การนำของท่านนายกฯ ได้บริหารประเทศมาถึงปัจจุบันนี้ไม่ว่าจะปรากฏผลในด้านดีหรือด้อยอย่างไร คณะพระธรรมทูตไทยในวัดต่างๆ ที่อยู่แดนไกลก็ได้เอาใจช่วยให้ท่านและคณะประสบความสำเร็จในการนำพาประเทศชาติไปสู่สภาพที่พึงปรารถนาของพี่น้องประชาชนไทยและสามารถส่งต่ออำนาจรัฐไปสู่รัฐบาลประชาธิปไตยในเวลาที่ได้ประกาศไว้โดยราบรื่น แต่ไม่นานมานี้กลับกลายเป็นว่าสถานการณ์ในแวดวงคณะสงฆ์ไทยเกิดเรื่องวุ่นวายอย่างหนักหนาสาหัส คือเรื่องของท่านเจ้าประคุณสมเด็จวัดปากน้ำ และที่กำลังวุ่นวายขณะนี้คือกรณีท่านเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย
            
            คณะพระธรรมทูตไทยในต่างแดนได้สื่อสารพูดคุยกันอยู่เสมอถึงความไม่ชอบมาพากลต่อสิ่งที่เกิดขึ้นกับสมเด็จวัดปากน้ำ ผลกระทบที่เป็นผลเสียต่อสังคมไทยอย่างหนักหนาสาหัสคือการที่คนในสังคมซึ่งไม่ได้รู้ตื้นลึกหนาบางของเรื่องราว เพียงสักแต่เสพสื่อแบบฉาบฉวยแล้วก็วิจารณ์จ้วงจาบอย่างหยาบคายต่อพระมหาเถระผู้ทรงคุณธรรม ปรากฏในสื่อแผ่กว้างไปทั่ว คณะสงฆ์ทั้งหลายต่างก็คิดว่ารัฐบาลไม่น่าปล่อยให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ในสังคมไทย
            
             คณะสงฆ์เชื่อว่าท่านนายกฯ ย่อมรู้อยู่แก่ใจว่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งกับสมเด็จวัดปากน้ำและเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายนั้นมีเบื้องลึกเบื้องหลังมีวาระซ่อนเร้น ซึ่งผู้ที่รู้เบื้องลึกเบื้องหลังก็มีอยู่มากมาย มาถึงยุคนี้แล้วมันไม่ใช่เรื่องลึกลับอะไรมากนัก แต่ด้วยเหตุผลกลใดก็ตาม เรามองกันว่าท่านนายกฯ พยายามลอยตัวแล้วปล่อยให้ รมต.บางท่านและหน่วยงานของรัฐที่รับผิดชอบดำเนินการกันไป ผลที่เกิดขึ้นคือสร้างความแตกแยกความเกลียดชังระหว่างกลุ่มคนที่มีความเห็นแตกต่างกันซึ่งตรงข้ามกับพระราชดำรัสที่ให้ “รู้รักสามัคคี” รวมทั้งขัดกับเจตนารมณ์ของรัฐบาลที่หวังสร้างความปรองดองในสังคม

สำหรับเรื่องราวที่เกิดอยู่นี้หากผู้คนในสังคมไทยเป็นปัญญาชนที่กอปรไปด้วยวิจารณญาณกันอย่างแท้จริงก็ไม่น่าห่วงนัก ที่สำคัญคือหน่วยงานอย่างดีเอสไอและรมต.ยุติธรรมถูกมองว่าไม่น่าเชื่อถือ มีการตั้งธงในการดำเนินการ ความคิดที่มีต่อหน่วยงานและบุคลากรของรัฐเช่นนี้ไม่ใช่เกิดเฉพาะในกลุ่มศิษย์วัดปากน้ำและวัดพระธรรมกายเท่านั้น แต่เกิดในหมู่ชาวพุทธจำนวนมากผู้รักความเป็นธรรมและมีใจเป็นกลาง เพียงแต่คนเหล่านั้นหลายท่านยังไม่ได้แสดงตัว
            
           เมื่อไม่นานมานี้ท่านนายกฯได้กล่าวถึงกรณีที่ ดร.วันชัย ได้ปลิดชีพตนเองหลังจากสังหารเพื่อนอาจารย์มหาวิทยาลัยไป ๒ คน ว่า “..เป็นเรื่องเศร้าสลดไม่ควรเกิดกับบุคคลใดและให้ถือเอาเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับทุกฝ่ายในสังคมไทย..” เป็นที่ทราบกันว่าสาเหตุสำคัญอย่างหนึ่งมาจากความอัดอั้นตันใจเก็บกดจนเป็นความแค้น ซึ่งหากท่านนายกฯ จริงใจต่อคำพูดข้างต้น ก็ขอได้พิจารณาถึงหมู่คณะวัดพระธรรมกายที่กำลังถูกกระทำ ซึ่งหากจะมีใครที่ไม่หนักแน่นในขันติธรรมและไปก่อเหตุที่ไม่สมควรเช่นนั้น ก็ย่อมไม่เป็นผลดีต่อทุกฝ่าย
            
            ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ไม่ได้หมายความว่าทางเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายควรได้รับการผ่อนปรนใดๆ เป็นกรณีพิเศษเพียงแต่ทางรัฐบาลควรตระหนักถึงความเป็นธรรม รวมทั้งแก้ปัญหาในมิติของรัฐศาสตร์ควบคู่กับนิติศาสตร์ด้วย จนท.ที่รับผิดชอบไม่ควรมีท่าทีที่พิรุธและเร่งรีบจนเหมือนเป็นวาระเร่งด่วน รัฐบาลควรสดับตรับฟังความเห็นของวิญญูชนที่ไม่มากด้วยอคติ หากมองในแง่ที่ว่า ถ้าศิษย์วัดพระธรรมกายเป็นหมู่คณะที่ไม่หนักแน่นในขันติธรรม มีแนวทางที่ก้าวร้าวรุนแรง ป่านนี้เรื่องราวอาจบานปลายเลวร้ายโกลาหลยิ่งกว่าการสังหารกันในกรณีดังกล่าวข้างต้น
            
            สุดท้ายนี้คณะพระธรรมทูตไทยในประเทศสวีเดนขออำนวยพรให้ท่านนายกฯ และคณะรัฐมนตรี สามารถนำพาสังคมไทยให้มีความสงบร่มเย็นด้วยหลักธรรม ให้ฟันฝ่าอุปสรรคสิ่งเลวร้ายทั้งปวงได้อย่างปลอดภัย ให้ประชนชนทุกหมู่เหล่ามีความสุขความเจริญโดยถ้วนหน้าและมีความพร้อมในการดำรงอยู่ในสังคมโลกอย่างภาคภูมิใจ
                                                                                    
                                                                                            เจริญพร
                                                                        คณะพระธรรมทูตไทยในประเทศสวีเดน

วันศุกร์ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2559

#วัดพระธรรมกาย : 4. อุดมการณ์สร้างบารมีเป็นทีม

          



          สิ่งหนึ่งที่สมาชิกวัดพระธรรมกายได้รับการปลูกฝังคือการสร้างบารมีเป็นทีม ซึ่งเราเข้าใจกันดีว่าโดยทั่วไปแล้วคนไทยไม่ถนัดทำงานเป็นทีมมากนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการมาทำงานพระศาสนาเป็นหมู่คณะใหญ่นั้นก็ยิ่งไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ด้วยเหตุที่คุณยายอาจารย์ท่านวางระบบระเบียบไว้ดี ท่านฝึกศิษย์รุ่นเก่าไว้เป็นต้นแบบและท่านเหล่านั้นทั้งบรรพชิตและอุบาสกอุบาสิกาก็ช่วยคุณยายดูแลหล่อหลอมสมาชิกรุ่นต่อๆ มาด้วยหลักการอุดมการณ์เดียวกัน ซึ่งก็ทำให้หมู่คณะเติบโตขึ้นมาอย่างรวดเร็ว

          ในบรรดาสมาชิกของหมู่คณะนั้น มีบ้างบางรายที่เมื่ออยู่ร่วมครอบครัวธรรมะผ่านไปสักระยะหนึ่งแล้วรู้สึกว่าตนเองไม่เหมาะจะอยู่เป็นสมาชิกเขตใน ก็ได้ผันตนเองออกไปตามเส้นทางที่คิดว่าพอเหมาะกับตน โดยที่เขาเหล่านั้นก็ยังเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนชาววัดพระธรรมกายที่ยังสร้างบารมีร่วมกันต่อไป แต่ในบรรดาผู้ที่เคยเป็นสมาชิกของวัดนั้นมีบ้างเพียงบางรายที่จากไปด้วยความขุ่นข้องหมองใจ

          และบุคคลเพียงแค่ไม่กี่คนนี้ ก็เอาความคิดเห็นส่วนตนในทางลบไปกล่าวร้ายหรือโจมตี ทั้งๆ ที่ตนเองก็อยู่ในครอบครัวธรรมะนี้อยู่หลายปี ซึ่งหากมองกันอย่างคนที่เข้าใจเรื่องราวที่เกิดขึ้นนั้นก็เห็นได้ว่าสาเหตุหลักอย่างหนึ่งคือการเอาแต่ใจตนเองของคนเหล่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งมักเป็นคนที่สมัยยังเป็นสมาชิกอยู่นั้นเคยได้สิทธิหรือโอกาสที่ค่อนข้างพิเศษกว่าปกติทั่วไป พอถึงจุดหนึ่งที่ตนเองไม่ได้อย่างที่เคยเป็นก็ยอมรับไม่ได้และก็มักเอาเหตุอย่างใดอย่างหนึ่งมาเป็นข้ออ้างในขณะที่ท่านอื่นๆอีกจำนวนมากต่างก็เข้าใจว่าความจริงเป็นอย่างไร แต่สมาชิกชาววัดทั้งหลายก็มักจะนิ่งไม่ปริปากถึงเรื่องราวทั้งปวงโดยไม่จำเป็น

วันอาทิตย์ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2559

#วัดพระธรรมกาย : 3. สองคนยลตามช่อง(2)

          


     



          เนื่องจากพระภิกษุรูปดังกล่าวนั้นต่อมาภายหลังได้ลาออกจากการเป็นสมาชิกของวัดพระธรรมกายไปด้วยความขุ่นข้องหมองใจ และในภายหลังก็ได้สึกหาลาเพศไป จนกระทั่งขณะนี้บุคคลผู้นี้ก็กำลังเล่นงานครูบาอาจารย์คือหลวงพ่ออยู่เนืองๆ ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่หลายคนในหมู่คณะรู้สึกหดหู่ใจในสิ่งที่เกิดขึ้น ด้วยความรู้สึกทำนองว่าทำไมคนที่เคยได้รับความเมตตาจากครูบาอาจารย์อย่างมากมายมหาศาล จึงหันกลับมาทำสิ่งร้ายๆแก่ผู้มีพระคุณได้ถึงขนาดนี้ ขณะที่กำลังเขียนอยู่นี้ก็ยังไม่มีทีท่าจะคลี่คลาย แต่ผู้เขียนยังไม่ต้องการวิจารณ์อดีตพระรายนี้ จึงจะขอกล่าวถึงบุคคลท่านหนึ่งที่ผู้เขียนเห็นว่าเป็นผู้มีคุณค่าต่อแวดวงวิชาการพระพุทธศาสนาที่เกื้อหนุนต่อความเข้าใจการปฏิบัติสมาธิในยุคโบราณได้เป็นอย่างดี

          บุคคลท่านนี้เป็นสุภาพสตรีชาวอังกฤษ ที่เคยศึกษาวิชาการพระพุทธศาสนาอยู่ในมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดจนสำเร็จปริญญาเอก และหลายปีต่อมาผู้เขียนได้มีโอกาสรู้จักจนกระทั่งได้เชื้อเชิญให้มาสัมผัสสัมพันธ์กับวัดพระธรรมกายในเส้นทางที่คิดว่าพอเหมาะพอควรกับวิถีการทำงานของเธอ กล่าวคือเธอเป็นอาจารย์และผู้บริหารในมหาวิทยาลัยชั้นนำแห่งกรุงลอนดอน รวมทั้งเป็นนักวิชาการพระพุทธศาสนาเถรวาทที่มีชื่อเสียงในระดับแนวหน้าของโลกตะวันตก ที่สำคัญเธอศึกษาและเชี่ยวชาญในเรื่อง "การปฏิบัติกรรมฐานในยุคโบราณ" ที่มีความสอดคล้องต้องกันกับการปฏิบัติสมาธิแบบที่หลวงปู่วัดปากน้ำภาษีเจริญ ถือปฏิบัติและสั่งสอนอยู่ตลอดชีวิตของท่านด้วย


วันเสาร์ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2559

#วัดพระธรรมกาย : 2. สองคนยลตามช่อง

       



          ขอย้อนมาที่การเริ่มต้นก่อตั้งวัดพระธรรมกายคือในปี 2513 เพื่อให้คนรุ่นหลังได้เข้าใจบริบทสังคมไทยในยุคนั้นว่าเป็นอย่างไร กล่าวโดยสังเขปในช่วงนั้นรัฐไทยกำลังต่อสู้กับภัยคุกคามจากลัทธิคอมมิวนิสต์อยู่รอบด้าน ในขณะเดียวกันนักคิดและปัญญาชนที่ไม่พอใจสภาพการปกครองยุคเผด็จการก็ถูกคุกคามจนต้องหลบหนีเข้าป่า และช่วงนั้นนั่นเองที่นักศึกษาส่วนหนึ่งซึ่งสนใจใฝ่ศึกษาธรรมะก็ได้เข้ามาร่วมกิจกรรมของวัดพระธรรมกายเป็นจำนวนมาก ซึ่งเป็นภาพที่แตกต่างจากวัดอื่นๆในยุคนั้น จนเป็นเหตุให้หน่วยงานของรัฐบางแห่งเกิดความหวาดระแวงพร้อมกับเสียงเล่าลือว่าวัดเป็นพวกฝักใฝ่คอมมิวนิสต์ ซึ่งกว่าหน่วยงานของรัฐดังกล่าวจะรู้ว่าไม่เป็นความจริงก็กินเวลาไปหลายปี เมื่อพ้นจากข้อหาเป็นคอมมิวนิสต์แล้วก็มีข้อสงสัยต่อมาอีกว่าวัดนี้ท่าทางจะเป็นคริสต์จำแลงแปลงกาย ทั้งหมดนี้ก็เป็นตัวอย่างและบทเรียนให้ทั้งชาววัดและสังคมได้รู้ไปด้วยกันว่า "สิ่งที่เชื่อก็ไม่ใช่ ส่วนสิ่งที่ใช่กลับไม่เชื่อ"

          ราวปี 2528 ทางวัดพระธรรมกายได้สนับสนุนให้พระภิกษุรูปหนึ่งไปศึกษายังมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ประเทศอังกฤษ ด้วยความหวังของหลวงพ่อที่จะวางรากฐานการเผยแผ่พระพุทธศาสนาไปยังซีกโลกตะวันตก รวมทั้งการค้นคว้าวิจัยทางวิชาการพระพุทธศาสนาด้วยเช่นกัน ในช่วงนั้นโครงการนี้ก็ดำเนินไปได้ด้วยดี รวมทั้งมีผลพลอยได้คือมีบัณฑิตหนุ่มชาวอังกฤษได้ติดสอยห้อยตามพระรูปนั้นมาเป็นสมาชิกวัดพระธรรมกาย ... ณ เวลานั้นใครจะคาดคิดได้ว่าหนุมอังกฤษผู้นี้จะกลายมาเป็นพระภิกษุผู้บวชอุทิศตนในพระศาสนา ณ วัดพระธรรมกายอยู่จนถึงปัจจุบันนี้ ในขณะที่พระภิกษุผู้ชักนำชาวอังกฤษผู้นี้มาสู่วัดพระธรรมกาย กลับกลายเป็นผู้มีวิถีชีวิตที่สวนไปในทิศตรงกันข้ามในเวลาต่อมา




#วัดพระธรรมกาย : 1. สิ่งที่เชื่อก็ไม่ใช่ สิ่งที่ใช่กลับไม่เชื่อ




          ข่าวคราวเกี่ยวกับวัดพระธรรมกายที่ปรากฏในหน้าหนังสือพิมพ์รายวันและสื่อสารออนไลน์ยุคไฮเทคอย่างอึกทึกครึกโครมในขณะนี้ทำให้ผู้เขียนนึกย้อนไปสมัยราว ๓๐ ปีก่อนโน้นได้อย่างไม่ลางเลือน จะด้วยวาสนาชะตาลิขิตอันใดก็แล้วแต่ ผู้เขียนได้รู้จักและเข้ามาสัมผัสวัดพระธรรมกายตั้งแต่ปี ๒๕๒๓ ด้วยความตั้งใจของเด็กวัยรุ่นคนหนึ่งที่กำลังเสาะแสวงหาบางสิ่งในชีวิต ซึ่งนอกจากมาที่วัดแห่งนี้แล้วในขณะเดียวกันก็ได้ไปทดลองยังสำนักอื่นๆ ด้วยเช่นกัน และในที่สุดจากได้รู้จักจนเป็นมักคุ้นและต่อมาก็ได้กลายเป็นสมาชิกตัวน้อยๆ ของชุมชนวัดพระธรรมกาย

          การโจมตีวัดพระธรรมกายที่ปรากฏในสื่อมวลชนในยุคนั้นแม้จะดูรุนแรงในความรู้สึกของชาววัดแต่ดีกรีความหยาบคายนั้นคงไม่หนักหนาเหมือนในยุคหลังๆ และตั้งแต่ยุคนั้นนั่นเองที่เราได้ประสบการณ์ชีวิตรสชาติใหม่ๆ ในฐานะเป็นส่วนเล็กๆของหมู่คณะที่ตกเป็นเป้าของการโจมตี เราต่างเข้าใจกันดีว่าการทำงานใหญ่ก็มักมีอุปสรรคมาขัดขวางในเส้นทางการ "สร้างบารมี" เฉกเช่นนักสร้างบารมีทั้งหลายในอดีตที่เราได้ศึกษากันมา  สิ่งหนึ่งที่เราได้พบจากการโจมตีครั้งใหญ่ๆในแต่ละครั้งนั้นนอกจากมี "เจ้าภาพ" หรือผู้อุปถัมภ์ลับๆ แล้ว ตัวละครสำคัญอีกพวกหนึ่งก็คืออดีตคนในหมู่คณะเพียงแค่ไม่กี่คนที่เป็นอื่นแล้วออกไปเป็นหอกเป็นดาบมาทิ่มแทงพี่ๆ น้องๆ ที่เคยกินข้าวหม้อเดียวกันมา ซึ่งก็พอจะหยิบยกมาเล่าสู่กันฟังเผื่อว่าผู้มาภายหลังจะได้ข้อมูลที่หลากหลายมุมมองยิ่งขึ้น

          เป็นที่ทราบกันว่าวัดพระธรรมกายนั้นคุณยายอาจารย์ หรืออุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ท่านเป็นผู้บุกเบิกสร้างวัดนี้ขึ้นมาด้วยปณิธานอันแรงกล้า ที่จะให้วัดนี้เป็นที่สร้างบุญบารมีของศิษยานุศิษย์ที่มีศรัทธาในพระพุทธศาสนา รักการสร้างบารมีเป็นหมู่คณะและเนื่องจากท่านเห็นข้อจำกัดของวัดในเมืองที่มีความแออัดคับแคบ ดังนั้นเมื่อท่านจะย้ายจากวัดปากน้ำภาษีเจริญมาสร้างวัดใหม่จึงต้องการสร้างวัดที่มีขนาดใหญ่เพื่อความสะดวกและเพียงพอในการทำงานพระศาสนา เนื่องจากศิษยานุศิษย์ของท่านก็มีอยู่เป็นจำนวนมาก นี่ก็เป็นประเด็นหนึ่งที่วัดนี้จึงถือกำเนิดมาเป็นวัดขนาดใหญ่ตั้งแต่เริ่มต้น

          ในบรรดาศิษย์ของท่านนั้นมีบางรายบางท่าน ที่ในยุคต้นก็ได้ร่วมบุกเบิกสร้างวัดกันมา และอยู่ต่อมาเมื่อวัดเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว ปรากฏว่าตนเองรู้สึกว่าไม่ได้เติบโตขึ้นไปพร้อมๆ กับวัด จึงเกิด "ความน้อยใจ" ไม่พอใจในสถานภาพของตนโดยไม่ได้พิจารณาตนเองว่าเป็นอย่างไร สุดท้ายก็เริ่มก่อหวอดวิพากษ์วิจารณ์ซึ่งแน่นอนว่าคนที่ถูกวิจารณ์ก็หนีไม่พ้นคุณยายและหลวงพ่อเจ้าอาวาส ความเป็นพี่น้องคลานตามกันมาในครอบครัวธรรมะนั้นไม่มีในสำนึกของคนพาล ในขณะที่คุณยายอาจารย์และหลวงพ่อซึ่งเป็นฝ่ายถูกกระทำท่านก็ไม่ได้ถือสา ทั้งยังพยายามจะหาทางแก้ไขให้สถานการณ์ดีขึ้นดังเดิม แต่ในที่สุดก็ไม่อาจกล่อมเกลาความพาลของบุคคลเช่นนั้นได้ 

          เมื่อถึงจุดหนึ่งบุคคลดังกล่าวก็ต้องออกจากหมู่คณะไป โดยพกพาความอาฆาตมาดร้ายถึงขั้นประกาศว่าจะดูวัดนี้ฉิบหาย ส่วนบางท่านที่มีอาการทำนองเดียวกันแต่ในดีกรีที่อ่อนกว่าก็ย้ายจากกันไปตามฐานานุรูป ก็ในเมื่อคนระดับเคยร่วมบุกเบิกกันมาแต่ยุคแรก มีความแค้นเคืองรุนแรงกันขนาดนั้น มีหรือที่วัดจะไม่ถูกเล่นงานในเวลาต่อมา
    
(ยังมีต่อ)