ข่าวคราวเกี่ยวกับวัดพระธรรมกายที่ปรากฏในหน้าหนังสือพิมพ์รายวันและสื่อสารออนไลน์ยุคไฮเทคอย่างอึกทึกครึกโครมในขณะนี้ทำให้ผู้เขียนนึกย้อนไปสมัยราว
๓๐ ปีก่อนโน้นได้อย่างไม่ลางเลือน จะด้วยวาสนาชะตาลิขิตอันใดก็แล้วแต่
ผู้เขียนได้รู้จักและเข้ามาสัมผัสวัดพระธรรมกายตั้งแต่ปี ๒๕๒๓
ด้วยความตั้งใจของเด็กวัยรุ่นคนหนึ่งที่กำลังเสาะแสวงหาบางสิ่งในชีวิต
ซึ่งนอกจากมาที่วัดแห่งนี้แล้วในขณะเดียวกันก็ได้ไปทดลองยังสำนักอื่นๆ ด้วยเช่นกัน
และในที่สุดจากได้รู้จักจนเป็นมักคุ้นและต่อมาก็ได้กลายเป็นสมาชิกตัวน้อยๆ
ของชุมชนวัดพระธรรมกาย
การโจมตีวัดพระธรรมกายที่ปรากฏในสื่อมวลชนในยุคนั้นแม้จะดูรุนแรงในความรู้สึกของชาววัดแต่ดีกรีความหยาบคายนั้นคงไม่หนักหนาเหมือนในยุคหลังๆ
และตั้งแต่ยุคนั้นนั่นเองที่เราได้ประสบการณ์ชีวิตรสชาติใหม่ๆ
ในฐานะเป็นส่วนเล็กๆของหมู่คณะที่ตกเป็นเป้าของการโจมตี
เราต่างเข้าใจกันดีว่าการทำงานใหญ่ก็มักมีอุปสรรคมาขัดขวางในเส้นทางการ "สร้างบารมี" เฉกเช่นนักสร้างบารมีทั้งหลายในอดีตที่เราได้ศึกษากันมา สิ่งหนึ่งที่เราได้พบจากการโจมตีครั้งใหญ่ๆในแต่ละครั้งนั้นนอกจากมี "เจ้าภาพ" หรือผู้อุปถัมภ์ลับๆ
แล้ว
ตัวละครสำคัญอีกพวกหนึ่งก็คืออดีตคนในหมู่คณะเพียงแค่ไม่กี่คนที่เป็นอื่นแล้วออกไปเป็นหอกเป็นดาบมาทิ่มแทงพี่ๆ
น้องๆ ที่เคยกินข้าวหม้อเดียวกันมา
ซึ่งก็พอจะหยิบยกมาเล่าสู่กันฟังเผื่อว่าผู้มาภายหลังจะได้ข้อมูลที่หลากหลายมุมมองยิ่งขึ้น
เป็นที่ทราบกันว่าวัดพระธรรมกายนั้นคุณยายอาจารย์ หรืออุบาสิกาจันทร์
ขนนกยูง ท่านเป็นผู้บุกเบิกสร้างวัดนี้ขึ้นมาด้วยปณิธานอันแรงกล้า
ที่จะให้วัดนี้เป็นที่สร้างบุญบารมีของศิษยานุศิษย์ที่มีศรัทธาในพระพุทธศาสนา
รักการสร้างบารมีเป็นหมู่คณะและเนื่องจากท่านเห็นข้อจำกัดของวัดในเมืองที่มีความแออัดคับแคบ
ดังนั้นเมื่อท่านจะย้ายจากวัดปากน้ำภาษีเจริญมาสร้างวัดใหม่จึงต้องการสร้างวัดที่มีขนาดใหญ่เพื่อความสะดวกและเพียงพอในการทำงานพระศาสนา
เนื่องจากศิษยานุศิษย์ของท่านก็มีอยู่เป็นจำนวนมาก นี่ก็เป็นประเด็นหนึ่งที่วัดนี้จึงถือกำเนิดมาเป็นวัดขนาดใหญ่ตั้งแต่เริ่มต้น
ในบรรดาศิษย์ของท่านนั้นมีบางรายบางท่าน
ที่ในยุคต้นก็ได้ร่วมบุกเบิกสร้างวัดกันมา
และอยู่ต่อมาเมื่อวัดเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว
ปรากฏว่าตนเองรู้สึกว่าไม่ได้เติบโตขึ้นไปพร้อมๆ กับวัด จึงเกิด "ความน้อยใจ" ไม่พอใจในสถานภาพของตนโดยไม่ได้พิจารณาตนเองว่าเป็นอย่างไร
สุดท้ายก็เริ่มก่อหวอดวิพากษ์วิจารณ์ซึ่งแน่นอนว่าคนที่ถูกวิจารณ์ก็หนีไม่พ้นคุณยายและหลวงพ่อเจ้าอาวาส
ความเป็นพี่น้องคลานตามกันมาในครอบครัวธรรมะนั้นไม่มีในสำนึกของคนพาล ในขณะที่คุณยายอาจารย์และหลวงพ่อซึ่งเป็นฝ่ายถูกกระทำท่านก็ไม่ได้ถือสา
ทั้งยังพยายามจะหาทางแก้ไขให้สถานการณ์ดีขึ้นดังเดิม
แต่ในที่สุดก็ไม่อาจกล่อมเกลาความพาลของบุคคลเช่นนั้นได้
เมื่อถึงจุดหนึ่งบุคคลดังกล่าวก็ต้องออกจากหมู่คณะไป
โดยพกพาความอาฆาตมาดร้ายถึงขั้นประกาศว่าจะดูวัดนี้ฉิบหาย
ส่วนบางท่านที่มีอาการทำนองเดียวกันแต่ในดีกรีที่อ่อนกว่าก็ย้ายจากกันไปตามฐานานุรูป
ก็ในเมื่อคนระดับเคยร่วมบุกเบิกกันมาแต่ยุคแรก มีความแค้นเคืองรุนแรงกันขนาดนั้น
มีหรือที่วัดจะไม่ถูกเล่นงานในเวลาต่อมา
(ยังมีต่อ)

อ่านแล้วทำให้รู้ว่า:
ตอบลบการสร้างวัด การสร้างพระให้เป็นพระแท้ การสร้างคนดี การเผยแผ่พระพุทธศาสนา*ไม่ว่าเป็นยุคไหนสมัยไหน* ล้วนต้องเผชิญทั้งคนดีและคนพาล ล้วนต้องผ่านเหตุการณ์ทั้งดีและร้าย
อยากอยู่ในยุคนั้นมั่งอ่ะ อ่านแล้วจิ้นออกเลย เหล้า..เอ้ยเล่ายาวๆนะครัช
ตอบลบอยากอยู่ในยุคนั้นมั่งอ่ะ อ่านแล้วจิ้นออกเลย เหล้า..เอ้ยเล่ายาวๆนะครัช
ตอบลบ