วันเสาร์ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2559

#วัดพระธรรมกาย : 1. สิ่งที่เชื่อก็ไม่ใช่ สิ่งที่ใช่กลับไม่เชื่อ




          ข่าวคราวเกี่ยวกับวัดพระธรรมกายที่ปรากฏในหน้าหนังสือพิมพ์รายวันและสื่อสารออนไลน์ยุคไฮเทคอย่างอึกทึกครึกโครมในขณะนี้ทำให้ผู้เขียนนึกย้อนไปสมัยราว ๓๐ ปีก่อนโน้นได้อย่างไม่ลางเลือน จะด้วยวาสนาชะตาลิขิตอันใดก็แล้วแต่ ผู้เขียนได้รู้จักและเข้ามาสัมผัสวัดพระธรรมกายตั้งแต่ปี ๒๕๒๓ ด้วยความตั้งใจของเด็กวัยรุ่นคนหนึ่งที่กำลังเสาะแสวงหาบางสิ่งในชีวิต ซึ่งนอกจากมาที่วัดแห่งนี้แล้วในขณะเดียวกันก็ได้ไปทดลองยังสำนักอื่นๆ ด้วยเช่นกัน และในที่สุดจากได้รู้จักจนเป็นมักคุ้นและต่อมาก็ได้กลายเป็นสมาชิกตัวน้อยๆ ของชุมชนวัดพระธรรมกาย

          การโจมตีวัดพระธรรมกายที่ปรากฏในสื่อมวลชนในยุคนั้นแม้จะดูรุนแรงในความรู้สึกของชาววัดแต่ดีกรีความหยาบคายนั้นคงไม่หนักหนาเหมือนในยุคหลังๆ และตั้งแต่ยุคนั้นนั่นเองที่เราได้ประสบการณ์ชีวิตรสชาติใหม่ๆ ในฐานะเป็นส่วนเล็กๆของหมู่คณะที่ตกเป็นเป้าของการโจมตี เราต่างเข้าใจกันดีว่าการทำงานใหญ่ก็มักมีอุปสรรคมาขัดขวางในเส้นทางการ "สร้างบารมี" เฉกเช่นนักสร้างบารมีทั้งหลายในอดีตที่เราได้ศึกษากันมา  สิ่งหนึ่งที่เราได้พบจากการโจมตีครั้งใหญ่ๆในแต่ละครั้งนั้นนอกจากมี "เจ้าภาพ" หรือผู้อุปถัมภ์ลับๆ แล้ว ตัวละครสำคัญอีกพวกหนึ่งก็คืออดีตคนในหมู่คณะเพียงแค่ไม่กี่คนที่เป็นอื่นแล้วออกไปเป็นหอกเป็นดาบมาทิ่มแทงพี่ๆ น้องๆ ที่เคยกินข้าวหม้อเดียวกันมา ซึ่งก็พอจะหยิบยกมาเล่าสู่กันฟังเผื่อว่าผู้มาภายหลังจะได้ข้อมูลที่หลากหลายมุมมองยิ่งขึ้น

          เป็นที่ทราบกันว่าวัดพระธรรมกายนั้นคุณยายอาจารย์ หรืออุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ท่านเป็นผู้บุกเบิกสร้างวัดนี้ขึ้นมาด้วยปณิธานอันแรงกล้า ที่จะให้วัดนี้เป็นที่สร้างบุญบารมีของศิษยานุศิษย์ที่มีศรัทธาในพระพุทธศาสนา รักการสร้างบารมีเป็นหมู่คณะและเนื่องจากท่านเห็นข้อจำกัดของวัดในเมืองที่มีความแออัดคับแคบ ดังนั้นเมื่อท่านจะย้ายจากวัดปากน้ำภาษีเจริญมาสร้างวัดใหม่จึงต้องการสร้างวัดที่มีขนาดใหญ่เพื่อความสะดวกและเพียงพอในการทำงานพระศาสนา เนื่องจากศิษยานุศิษย์ของท่านก็มีอยู่เป็นจำนวนมาก นี่ก็เป็นประเด็นหนึ่งที่วัดนี้จึงถือกำเนิดมาเป็นวัดขนาดใหญ่ตั้งแต่เริ่มต้น

          ในบรรดาศิษย์ของท่านนั้นมีบางรายบางท่าน ที่ในยุคต้นก็ได้ร่วมบุกเบิกสร้างวัดกันมา และอยู่ต่อมาเมื่อวัดเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว ปรากฏว่าตนเองรู้สึกว่าไม่ได้เติบโตขึ้นไปพร้อมๆ กับวัด จึงเกิด "ความน้อยใจ" ไม่พอใจในสถานภาพของตนโดยไม่ได้พิจารณาตนเองว่าเป็นอย่างไร สุดท้ายก็เริ่มก่อหวอดวิพากษ์วิจารณ์ซึ่งแน่นอนว่าคนที่ถูกวิจารณ์ก็หนีไม่พ้นคุณยายและหลวงพ่อเจ้าอาวาส ความเป็นพี่น้องคลานตามกันมาในครอบครัวธรรมะนั้นไม่มีในสำนึกของคนพาล ในขณะที่คุณยายอาจารย์และหลวงพ่อซึ่งเป็นฝ่ายถูกกระทำท่านก็ไม่ได้ถือสา ทั้งยังพยายามจะหาทางแก้ไขให้สถานการณ์ดีขึ้นดังเดิม แต่ในที่สุดก็ไม่อาจกล่อมเกลาความพาลของบุคคลเช่นนั้นได้ 

          เมื่อถึงจุดหนึ่งบุคคลดังกล่าวก็ต้องออกจากหมู่คณะไป โดยพกพาความอาฆาตมาดร้ายถึงขั้นประกาศว่าจะดูวัดนี้ฉิบหาย ส่วนบางท่านที่มีอาการทำนองเดียวกันแต่ในดีกรีที่อ่อนกว่าก็ย้ายจากกันไปตามฐานานุรูป ก็ในเมื่อคนระดับเคยร่วมบุกเบิกกันมาแต่ยุคแรก มีความแค้นเคืองรุนแรงกันขนาดนั้น มีหรือที่วัดจะไม่ถูกเล่นงานในเวลาต่อมา
    
(ยังมีต่อ)

3 ความคิดเห็น:

  1. อ่านแล้วทำให้รู้ว่า:
    การสร้างวัด การสร้างพระให้เป็นพระแท้ การสร้างคนดี การเผยแผ่พระพุทธศาสนา*ไม่ว่าเป็นยุคไหนสมัยไหน* ล้วนต้องเผชิญทั้งคนดีและคนพาล ล้วนต้องผ่านเหตุการณ์ทั้งดีและร้าย

    ตอบลบ
  2. อยากอยู่ในยุคนั้นมั่งอ่ะ อ่านแล้วจิ้นออกเลย เหล้า..เอ้ยเล่ายาวๆนะครัช

    ตอบลบ
  3. อยากอยู่ในยุคนั้นมั่งอ่ะ อ่านแล้วจิ้นออกเลย เหล้า..เอ้ยเล่ายาวๆนะครัช

    ตอบลบ