คณะพระธรรมทูตไทยในประเทศสวีเดน
๓๐ พฤษภาคม ๒๕๕๙
เจริญพรท่านนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีทุกท่าน
นับตั้งแต่รัฐบาลภายใต้การนำของท่านนายกฯ ได้บริหารประเทศมาถึงปัจจุบันนี้ไม่ว่าจะปรากฏผลในด้านดีหรือด้อยอย่างไร คณะพระธรรมทูตไทยในวัดต่างๆ ที่อยู่แดนไกลก็ได้เอาใจช่วยให้ท่านและคณะประสบความสำเร็จในการนำพาประเทศชาติไปสู่สภาพที่พึงปรารถนาของพี่น้องประชาชนไทยและสามารถส่งต่ออำนาจรัฐไปสู่รัฐบาลประชาธิปไตยในเวลาที่ได้ประกาศไว้โดยราบรื่น แต่ไม่นานมานี้กลับกลายเป็นว่าสถานการณ์ในแวดวงคณะสงฆ์ไทยเกิดเรื่องวุ่นวายอย่างหนักหนาสาหัส คือเรื่องของท่านเจ้าประคุณสมเด็จวัดปากน้ำ และที่กำลังวุ่นวายขณะนี้คือกรณีท่านเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย
คณะพระธรรมทูตไทยในต่างแดนได้สื่อสารพูดคุยกันอยู่เสมอถึงความไม่ชอบมาพากลต่อสิ่งที่เกิดขึ้นกับสมเด็จวัดปากน้ำ ผลกระทบที่เป็นผลเสียต่อสังคมไทยอย่างหนักหนาสาหัสคือการที่คนในสังคมซึ่งไม่ได้รู้ตื้นลึกหนาบางของเรื่องราว เพียงสักแต่เสพสื่อแบบฉาบฉวยแล้วก็วิจารณ์จ้วงจาบอย่างหยาบคายต่อพระมหาเถระผู้ทรงคุณธรรม ปรากฏในสื่อแผ่กว้างไปทั่ว คณะสงฆ์ทั้งหลายต่างก็คิดว่ารัฐบาลไม่น่าปล่อยให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ในสังคมไทย
คณะสงฆ์เชื่อว่าท่านนายกฯ ย่อมรู้อยู่แก่ใจว่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งกับสมเด็จวัดปากน้ำและเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายนั้นมีเบื้องลึกเบื้องหลังมีวาระซ่อนเร้น ซึ่งผู้ที่รู้เบื้องลึกเบื้องหลังก็มีอยู่มากมาย มาถึงยุคนี้แล้วมันไม่ใช่เรื่องลึกลับอะไรมากนัก แต่ด้วยเหตุผลกลใดก็ตาม เรามองกันว่าท่านนายกฯ พยายามลอยตัวแล้วปล่อยให้ รมต.บางท่านและหน่วยงานของรัฐที่รับผิดชอบดำเนินการกันไป ผลที่เกิดขึ้นคือสร้างความแตกแยกความเกลียดชังระหว่างกลุ่มคนที่มีความเห็นแตกต่างกันซึ่งตรงข้ามกับพระราชดำรัสที่ให้ “รู้รักสามัคคี” รวมทั้งขัดกับเจตนารมณ์ของรัฐบาลที่หวังสร้างความปรองดองในสังคม
สำหรับเรื่องราวที่เกิดอยู่นี้หากผู้คนในสังคมไทยเป็นปัญญาชนที่กอปรไปด้วยวิจารณญาณกันอย่างแท้จริงก็ไม่น่าห่วงนัก ที่สำคัญคือหน่วยงานอย่างดีเอสไอและรมต.ยุติธรรมถูกมองว่าไม่น่าเชื่อถือ มีการตั้งธงในการดำเนินการ ความคิดที่มีต่อหน่วยงานและบุคลากรของรัฐเช่นนี้ไม่ใช่เกิดเฉพาะในกลุ่มศิษย์วัดปากน้ำและวัดพระธรรมกายเท่านั้น แต่เกิดในหมู่ชาวพุทธจำนวนมากผู้รักความเป็นธรรมและมีใจเป็นกลาง เพียงแต่คนเหล่านั้นหลายท่านยังไม่ได้แสดงตัว
เมื่อไม่นานมานี้ท่านนายกฯได้กล่าวถึงกรณีที่ ดร.วันชัย ได้ปลิดชีพตนเองหลังจากสังหารเพื่อนอาจารย์มหาวิทยาลัยไป ๒ คน ว่า “..เป็นเรื่องเศร้าสลดไม่ควรเกิดกับบุคคลใดและให้ถือเอาเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับทุกฝ่ายในสังคมไทย..” เป็นที่ทราบกันว่าสาเหตุสำคัญอย่างหนึ่งมาจากความอัดอั้นตันใจเก็บกดจนเป็นความแค้น ซึ่งหากท่านนายกฯ จริงใจต่อคำพูดข้างต้น ก็ขอได้พิจารณาถึงหมู่คณะวัดพระธรรมกายที่กำลังถูกกระทำ ซึ่งหากจะมีใครที่ไม่หนักแน่นในขันติธรรมและไปก่อเหตุที่ไม่สมควรเช่นนั้น ก็ย่อมไม่เป็นผลดีต่อทุกฝ่าย
ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ไม่ได้หมายความว่าทางเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายควรได้รับการผ่อนปรนใดๆ เป็นกรณีพิเศษเพียงแต่ทางรัฐบาลควรตระหนักถึงความเป็นธรรม รวมทั้งแก้ปัญหาในมิติของรัฐศาสตร์ควบคู่กับนิติศาสตร์ด้วย จนท.ที่รับผิดชอบไม่ควรมีท่าทีที่พิรุธและเร่งรีบจนเหมือนเป็นวาระเร่งด่วน รัฐบาลควรสดับตรับฟังความเห็นของวิญญูชนที่ไม่มากด้วยอคติ หากมองในแง่ที่ว่า ถ้าศิษย์วัดพระธรรมกายเป็นหมู่คณะที่ไม่หนักแน่นในขันติธรรม มีแนวทางที่ก้าวร้าวรุนแรง ป่านนี้เรื่องราวอาจบานปลายเลวร้ายโกลาหลยิ่งกว่าการสังหารกันในกรณีดังกล่าวข้างต้น
สุดท้ายนี้คณะพระธรรมทูตไทยในประเทศสวีเดนขออำนวยพรให้ท่านนายกฯ และคณะรัฐมนตรี สามารถนำพาสังคมไทยให้มีความสงบร่มเย็นด้วยหลักธรรม ให้ฟันฝ่าอุปสรรคสิ่งเลวร้ายทั้งปวงได้อย่างปลอดภัย ให้ประชนชนทุกหมู่เหล่ามีความสุขความเจริญโดยถ้วนหน้าและมีความพร้อมในการดำรงอยู่ในสังคมโลกอย่างภาคภูมิใจ
เจริญพร
คณะพระธรรมทูตไทยในประเทศสวีเดน

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น